topbella

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขมิ้นชัน

สรรพคุณทางยาของขมิ้นชัน

 
ขมิ้นชัน


          สรรพคุณทางยาของขมิ้นชันกัน ส่วนที่ใช้ก็คือ "เหง้า" ที่มีรสฝาดนั่นเอง โดยเหง้ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และมีฤทธิ์ในการขับน้ำดี ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ ช่วยบำรุงตับ นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และเกลือแร่ต่าง ๆ

          ส่วนน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชัน ก็มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุกเสียดได้ด้วย จึงนิยมนำขมิ้นมาใช้สมานแผลในกระเพาะอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ รักษาโรคกระเพาะอาหาร

          การ ศึกษาวิจัยเพิ่มเติมยังพบว่า ขมิ้นมีสรรพคุณบำรุงร่างกายอีกหลายอย่าง ทั้งช่วยรักษาระบบทางเดินหายใจที่ผิดปกติ หืด ไอ เวียนศีรษะ รักษาอาการปวดและอักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยขับน้ำนมสตรีหลังคลอดบุตร

          อ๊ะ แต่ไม่ใช่ว่า ปลูกขมิ้นแล้วจะขุดเหง้าขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ทันทีเลยนะ เพราะเหง้าที่จะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้นั้น ต้องมีอายุอย่างน้อย 9-12 เดือน และต้องไม่เก็บไว้นานเกินไปด้วย ไม่เช่นนั้นน้ำมันหอมระเหยจะหายหมด ที่สำคัญต้องเก็บไว้ไม่ให้ถูกแสงแดดด้วยเช่นกัน และห้ามเก็บเกี่ยวในระยะที่ขมิ้นชันเริ่มแตกหน่อ เพราะจะทำให้สารเคอร์คิวมินในขมิ้นชันลดลง ซึ่งก็ทำให้สรรพคุณเด็ด ๆ ของขมิ้นชันหายไปด้วย

วิธีนำขมิ้นชันไปใช้รักษาโรค

          หากจะนำขมิ้นชันไปรับประทาน ให้ นำขมิ้นชันไปล้างน้ำให้สะอาด ไม่ต้องปอกเปลือกออก แล้วหั่นเป็นแว่นชิ้นบาง ๆ นำไปตากแดดจัด ๆ 1-2 วัน แล้วนำมาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นเม็ดเล็ก ๆ ขนาดประมาณปลายนิ้วก้อย นำมารับประทานครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน จะช่วยแก้อาการดังกล่าวได้ แต่หากใครรับประทานแล้วท้องเสีย หรือมีอาการจุกเสียดแน่นท้องให้หยุดยาทันที

          นอกจากนี้ ยังสามารถนำเหง้าแก่สด ยาวประมาณ 2 นิ้ว มาขูดเปลือกออก นำไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วตำให้ละเอียด เติมน้ำ คั้นเอาแต่น้ำมารับประทาน ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง

          สำหรับ คนที่ซื้อขมิ้นชันแบบผงมารับประทานเอง ให้ใช้สูตรคือ ขมิ้นชันผง 1 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว (ไม่เต็ม) แล้วรับประทาน ขมิ้นชันที่ไหลผ่านอวัยวะภายในต่าง ๆ สามารถบำรุงอวัยวะส่วนนั้นได้ด้วย คือ ผ่านลำคอ จะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ลำคอ, ผ่านปอดจะช่วยดูแลปอดให้หายใจได้ดีขึ้น, ผ่านม้ามจะช่วยลดไขมัน ไม่ให้น้ำเหลืองเสีย, ผ่านกระเพาะอาหารจะช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร, ผ่านลำไส้จะช่วยสมานแผลในลำไส้ และผ่านตับก็จะช่วยบำรุงตับ ล้างไขมันในตับ

          การใช้ขมิ้นชันเป็นยาทาภายนอก เพื่อ รักษาอาการแพ้ แก้อักเสบ ผื่นแดง แมลงสัตว์กัดต่อย ให้นำเหง้าขมิ้นยาวประมาณ 2 นิ้ว มาฝนกับน้ำต้มสุก แล้วทาในบริเวณที่เป็น วันละ 3 ครั้ง หรือจะใช้ผง
ขมิ้นโรยทาบริเวณที่มีอาการผื่นคันจากแมลงสัตว์กัดต่อยก็ช่วยได้ เช่นกัน  ขมิ้นชัน

   ขมิ้นชัน

          อย่าง ไรก็ตาม เคยมีการศึกษาพบว่า หากรับประทานขมิ้นชันตามเวลาที่อวัยวะต่าง ๆ เปิดการทำงาน จะเกิดประสิทธิผลมากขึ้น เราก็เลยขอนำวิธีการรับประทานขมิ้นชันให้ได้ผลดีมาฝากกัน โดยควรรับประทานขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้

          เวลา 03.00-05.00 น. เป็น เวลาของปอด การรับประทานขมิ้นชันในช่วงเวลานี้จะช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ทำให้ปอดแข็งแรง และช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง

          เวลา 05.00-07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ จะช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ ซึ่งถ้าหากคุณเคยรับประทานยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้รับประทานขมิ้นชันเวลานี้ เพราะขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ แต่ต้องรับประทานเป็นประจำจึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อช่วยให้ขับถ่าย ได้เป็นปกติ

          นอกจากนี้ขมิ้นชันยังช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก และปัญหาลำไส้ใหญ่ขับถ่ายน้อยหรือมากจนเกินไปได้เช่นกัน แต่ถ้าหากลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้รับประทานขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิร์ต นมสด น้ำผึ้ง มะนาวหรือน้ำอุ่นก็ได้ เพื่อช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็ก ๆ จำนวนกว่าล้านเส้น ซึ่งขมิ้นชันจะช่วยล้างบริเวณขนนี้ให้สะอาดโดยไม่ให้มีขยะตกค้างอยู่ที่ขน และเมื่อขนสะอาดจะทำให้ไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว ป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวารและโรคมะเร็งลำไส้ได้เช่นกัน

          เวลา 07.00-09.00 น. เป็น เวลาของกระเพาะอาหาร จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารที่เกิดจากการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และยังลดอาการท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมองและป้องกันความจำเสื่อมได้

          เวลา 09.00-11.00 น. เป็น เวลาของม้าม ขมิ้นชันจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลที่ปาก อ้วนเกินไป และผอมเกินไปซึ่งเกี่ยวข้องกับม้าม นอกจากนี้ยังลดอาการของโรคเกาต์ ลดอาการเบาหวาน

          เวลา 11.00-13.00 น. เป็น เวลาของหัวใจ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ หากทานขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง แต่ถ้าหากรับประทานขมิ้นชันเลยเวลา 11.00 น. ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับแล้วตับจะส่งมาที่ปอด ปอดจะส่งไปยังผิวหนัง (แต่ส่วนมากมักไปไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง) จึงต้องลงขมิ้นชันทางผิวหนังช่วยอีกทางหนึ่ง

          เวลา 15.00-17.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ขมิ้นชันจะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรรับประทานน้ำกระชายเวลานี้ จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้

          นอก จากนี้ หากรับประทานขมิ้นชันเลยจากช่วงเวลานี้ไปจนถึงเวลานอน จะช่วยทำให้ความจำดีขึ้น และเมื่อตื่นนอนตอนเช้าก็จะไม่ค่อยอ่อนเพลีย ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นด้วย
ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน กับการบำรุงผิวพรรณ

          รู้จักสรรพคุณทางยากันไปแล้ว คราวนี้ขอเอาใจคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงามกันบ้าง เชื่อว่า สาว ๆ ต้องเคยเห็นคนนำขมิ้นมาทาใบหน้า หรือตามผิวหนังหลังอาบน้ำแน่  ๆ เลย ซึ่งนั่นเป็นวิธีการบำรุงผิวอย่างหนึ่งค่ะ เพราะขมิ้นจะช่วยให้ผิวพรรณนุ่มนวลผ่องใสขึ้น แถมยังมีสรรพคุณป้องกันการงอกของขน ทำให้ผิวพรรณดูเกลี้ยงเกลาละเอียดเชียวล่ะ

          สูตรพอกผิวด้วยขมิ้น

          ให้นำขมิ้นสดเล็กน้อยมาล้างน้ำให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปปั่นรวมกับดินสอพอง 2-3 เม็ด ผสมกับน้ำมะนาว 1 ผล ปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำมาพอกหน้าที่ล้างสะอาดแล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทันที่ที่ใช้จะรู้สึกได้เลยว่า ใบหน้าเต่งตึงขึ้น และถ้าใครทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง รับรองว่า ผิวหน้าจะสดใส ดูดีขึ้นแน่นอน

          และนี่ก็คือสรรพคุณเด็ด ๆ ของขมิ้นชัน ที่จัดว่าเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิด ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากเลยทีเดียว

ที่มา http://www.google.co.th/imgres?imgurl=http://img.kapook.com/u/patcharin/Herb/kamin_Turmeric.jpg&imgrefurl=http://health.kapook.com/view42014.html&h=268&w=500&sz=22&tbnid=i9CHk2ohv9_YvM:&tbnh=72&tbnw=134&zoom=1&usg=__bSVt-TOzLs6sAZC4SLZyZLwjQog=&hl=th&sa=X&ei=HmkWUbHMEY6srAf7lID4Cg&ved=0CCAQ9QEwAQ


 

ตะไคร้

                                                            ตะไคร้       
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi5ZWdl3qpP5Ciwi_2E7OZ6beF8IPypxLMJPEsS9_71m3RDjf47LWts_Maqvt9ubiXP4EQ0jgj5zmByylpFr8Zj3YGUjQMYf4WBpgrBmXhF9mHagDsNoI2zzMG_UvhLu_ZVcsivd3k76qg/s1600/biodiversity-132043-3.jpg
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
 Cymbopogon citratus (DC.) Staph
ชื่อท้องถิ่น:  
จะไคร้ (ภาคเหนือ) ไคร้ (ภาคใต้) คาหอม (แม่ฮ่องสอน) เชิดเกรย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:  
เป็นพืชล้มลุก ความสูงประมาณ 4-6  ฟุต ใบยาวเรียว ปลายใบมีขนหนามลำต้นรวมกันเป็นกอ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อยาวมีดอกเล็กฝอยเป็นจำนวนมาก ตะไคร้เป็นพืชที่สามารถนำส่วนต้นหัวไปประกอบอาหาร และจัดเป็นพืชสมุนไพรด้วย เป็นพืชตระกูลหญ้า ตะไคร้เป็นพืชที่เจริญเติบโตง่าย อาจมีทรงพุ่มสูงถึง 1 เมตร  มีลำต้นที่แท้จริงประมาณ 4-7  เซนติเมตร ลำของต้นจะถูกห่อหุ้มไปด้วยกาบใบโดยรอบ ใบยาวแคบเส้นใบขนานกับก้านใบ ใบของตะไคร้อุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหย  ที่นิยมนำมาปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกกันโดยทั่วไป                                                                                          
 สรรพคุณ
        ใช้ ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำและอาหารไทยหลายชนิด ให้กลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยาเช่น บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร แก้โรคหืด แก้อหิวาตกโรค บำรุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี ต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียน     ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่ม แก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆ ช่วยให้สร่างเร็ว ส่วนหัวสามารถใช้แก้โรคเกลื้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ โรคนิ่ว มากไปกว่านั้นยังสามารถทำเป็นยาช่วยนอนหลับ  ช่วยลดความดันสูงน้ำมันตะไคร้หอมใช้ทากันยุงได้   ถ้าปลูกใกล้ผักอื่นๆ  จะช่วยกันแมลงได้และยังให้กลิ่นหอม ที่ดับกลิ่นบางชนิดใช้ตะไคร้เป็นวนผสม    เพราะมีกลิ่นที่หอม และที่กำจัดยุงบางชนิดก็ใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมด้วยเนื่องจาก มีกลิ่นที่แรงจึง ช่วยทำให้ไล่ยุงได้ นอกจากนี้ตะไคร้ยังแก้กลิ่นคาวหรือดับกลิ่นคาว  ของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดี

เทคนิคการออมเงินแบบง่ายๆ


เทคนิคการออมแบบง่ายๆ

แยกรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วดูว่ามีเงินคงเหลือเท่าไหร่

          สาเหตุที่ต้องคำนวนเงินคงเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นออกไปก่อนหลังรับเงินเดือนมา นั่นก็เพราะว่าคุณจะได้ทราบตัวเลขที่แน่นอนว่ามีเงินคงเหลืออีกจำนวนเท่าไหร่ เพื่อจะได้นำไปจัดสรรปันส่วนระหว่างเงินที่ต้องเก็บ และเงินที่สามารถใช้ได้อีกครั้งหนึ่ง 

 พิจารณาดูว่าควรออมเงินแบบไหน

          คุณควรหันมาสังเกตการใช้เงินในแต่ละเดือนดูบ้าง ว่ามีการใช้จ่ายมากขนาดไหน และในอนาคตมีแผนนำเงินไปลงทุนอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้เลือกฝากเงินกับทางธนาคารตามประเภทบัญชีที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น ผู้ที่มีความคิดจะเก็บเงินซื้อบ้าน อาจต้องเลือกฝากเงินแบบฝากประจำ ทั้งนี้ก็เพื่อบังคับตัวเองให้นำเงินไปฝากตามข้อตกลงที่ได้ทำไว้

 แบ่งเงินใช้จ่ายตามความเหมาะสม

          เมื่อไหร่ที่ได้รับเงินเดือนมาแล้ว ขอให้คุณแบ่งเงินเอาไว้เลยสำหรับเงินเก็บส่วนหนึ่ง และเงินสำหรับใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น เพื่อให้คุณรู้สัดส่วนจำนวนเงินที่สามารถใช้ได้จริง โดยไม่ต้องไปแตะต้องกับเงินส่วนที่ออมไว้


 ทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย

          แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ดูจุกจิกและอาจทำให้หลาย ๆ คน เบื่อกับการต้องมานั่งจดบันทึกว่ามีรายรับ - รายจ่ายมากน้อยขนาดไหน แต่มันจะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนว่า ในแต่ละวันคุณหมดเงินไปกับอะไรบ้าง หากพบว่าเงินที่ใช้ดันหมดไปกับสิ่งของที่ไม่จำเป็น คราวหน้าจะได้ไม่ซื้ออีก


ลองทำกันดูนะคะ เทคนิคการอดออมเงินที่นำมาฝาก  ถ้าทำจริงต้องได้ผลแน่ๆคะ ประหยัดอดออมในวันนี้ เพื่ออนาคตที่มัั่่นคงในวันหน้าค่ะ  ช้อปปิ้งได้นะคะสาวๆ แต่อย่าเพลินจนเงินในประเป๋าหมดนะคะ 

ที่มา : http://blog.eduzones.com/parttime1/100325

การทำความสะอาดบ้าน


8 วิธีทำความสะอาดบ้านให้ติดเป็นนิสัย




          หลังจากกลับบ้าน ก็รีบถอดรองเท้า แล้วโยนกระเป๋าไว้บนโซฟา จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอน ไม่มีวันไหนเลยที่คุณลุกขึ้นมาทำความสะอาด แต่ก็บ่นว่าบ้านสกปรกทุกวัน คุณเป็นแบบนี้อยู่หรือเปล่าคะ? ถ้าคุณยังมีกิจวัตรประจำวันแบบนี้อยู่ล่ะก็ บ้านของคุณไม่มีทางสะอาดขึ้นอย่างแน่นอน ต่อให้คุณจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาด สุดท้ายก็เจอกับสภาพของรก ๆ อยู่ดี ฉะนั้นเริ่มจากตัวคุณก่อนดีที่สุด สร้างนิสัยรักความสะอาดเริ่มจากของใกล้ตัว เช่นของใช้ในบ้านก่อน แล้วค่อยจัดแจงดูแลทำความสะอาดบ้านของคุณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความสะอาดที่กลายเป็นนิสัยยังไงล่ะคะ

1. วางรองเท้าให้เป็นระเบียบ

          ก่อนเข้าบ้านเสียเวลาเอารองเท้าไปวางบนชั้นสักนิด ก็ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบขึ้นเยอะ อาจจะแยกชั้น แยกตู้ตามจำนวนรองเท้าของสมาชิกในบ้าน และในตู้วางรองเท้าควรมีอุปกรณ์ทำความสะอาดรองเท้าด้วย ทำให้รองเท้าสะอาดก่อนออกจากบ้าน เพิ่มความมั่นใจให้คุณมากขึ้น ส่วนบริเวณประตู ควรนำพรมเช็ดเท้ามาวาง เพื่อทำความสะอาดฝุ่นที่ติดมากับเท้า และเพื่อป้องกันฝุ่นจากภายนอกด้วย


2. จัดการฝุ่นในบ้านด้วยเครื่องดูดฝุ่น

          การใช้เครื่องดูดฝุ่นเป็นวิธีกำจัดฝุ่นที่ดีกว่าการใช้ไม้กวาด เอาไว้สำหรับดูดในบริเวณที่ไม้กวาดไม่สามารถจัดการได้ เช่น พรม หรือตามซอกต่าง ๆ ของบ้าน เพราะเครื่องดูดฝุ่นมีสามารถเปลี่ยนหัวปรับ ให้ทำความสะอาดในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ จะเป็นฝุ่น ขนสัตว์ เศษแก้ว ก็ไม่หวั่น แถมยังใช้เวลาน้อยกว่าการกวาดบ้านอีกด้วย

3. เช็ดน้ำในห้องน้ำให้แห้ง

          หลังการอาบน้ำหากมีสบู่หรือแชมพูหยดลงบนพื้นควรทำความสะอาดให้เรียบร้อย แล้วเช็ดฝ้าบนกำแพง และไล่น้ำบนพื้นออกไปให้หมด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในห้องน้ำในการอาบน้ำครั้งต่อไป โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ ส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องน้ำ ควรมีชั้นวางเป็นที่เก็บอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำของคุณ 

4. รีบเช็ดอ่างล้างหน้าหลังใช้

          หลังจากที่คุณแปรงฟัน หรือล้างหน้าเสร็จแล้ว ควรเช็ดอ่างล้างหน้าสะอาด เพราะถ้าปล่อยให้อ่างแห้งเอง ก็จะมีคราบยาสีฟันหรือโฟมล้างหน้าของคุณเหลือเอาไว้ควรใช้น้ำส้มสายชูประมาณ 1 ถ้วยเททิ้งไว้ 1 คืน แล้วค่อยมาราดน้ำทำความสะอาดอีกครั้งในตอนเช้า จะช่วยขจัดคราบต่าง ๆ ออกจากอ่างล้างหน้าได้ดี นอกจากนี้หากคุณแปรงผมใกล้อ่างล้างหน้า ก็อย่าลืมเก็บเศษผมไปทิ้งด้วย เพราะเศษผมเป็นสาเหตุสำคัญ อาจทำให้ท่อน้ำอุดตันได้นะคะ


5. กำจัดของเก่าในตู้เย็น

          ก่อนที่จะใส่ของใหม่เข้าไป นำของที่หมดอายุหรือของที่ไม่รับประทานแล้วออกมาทิ้งก่อน จากนั้นเช็ดด้วยน้ำยาทำความสะอาด หรือผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ โดยเช็ดให้ทั่วบริเวณ แล้วค่อยใส่ของใหม่เข้าไป นอกจากจะได้พื้นที่สำหรับวางของเพิ่มแล้ว ยังช่วยประหยัดไฟฟ้าได้อีกด้วย


6. ทำความสะอาดเตาแก๊ส

          ในกรณีที่น้ำในหม้อที่คุณทำอาหารล้นออกมาจนเตาแก๊สเลอะเทอะมีคาบสกปรก หรือมีน้ำมันกระเด็น หลังจากที่คุณปรุงอาหารเสร็จแล้ว ก็ควรทำความสะอาดทันที เพราะคราบเหล่านี้จะเกาะติดแน่น ถ้าหากทิ้งไว้นานจะทำความสะอาดยากกว่าส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะคราบน้ำมัน โดยเลือกใช้น้ำยาขจัดคราบเพื่อทำความสะอาด และอย่าลืมใส่ถุงมือด้วยนะคะ เพราะน้ำยาเหล่านี้มีฤทธิ์กัดกร่อน อาจะเป็นอันตรายกับผิวหนังของคุณได้

7. กำจัดกลิ่นในครัว

          กลิ่นอาหารที่แม้จะหอมขนาดไหน แต่ถ้ารวมกับกลิ่นควัน หรือมีหลาย ๆ กลิ่นรวมกัน ก็ทำให้ปวดหัวได้นะ วิธีกำจัดกลิ่นง่าย ๆ คือการผสมโซดาไฟกับน้ำส้มสายชู 1 ถ้วย และน้ำมะนาวครึ่งซีก แล้วฉีดรอบ ๆ ห้องทิ้งไว้ 10 - 20 นาที กลิ่นไม่พึงประสงค์ก็จะหายไปทันที เป็นการแก้ปัญหาในครัวด้วยอุปกรณ์ในครัวของแท้เลยล่ะ

8. เก็บของให้เป็นที่

          หยิบมาจากตรงไหน ใช้เสร็จแล้วก็นำกลับไปวางไว้ที่เดิม ไม่ต้องเสียเวลาจัดของใหม่ ทำให้บ้านสะอาดขึ้นเป็นกอง เช่น อุปกรณ์ทำความสะอาดในห้องน้ำและห้องครัว ใส่กล่องหรือใส่ถังรวมเอาไว้ และวางไว้บริเวณใต้อ่างล้านจาน หรืออ่างล้างหน้า คราวนี้จะหยิบใช้ก็สะดวก ไม่ต้องเสียเวลาหาของอีกด้วย

ที่มา :http://topicstock.pantip.com/home/topicstock/2006/04/R4329645/R4329645.html

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การดูแลรักษาสุภาพ ให้แข็งแรง


การดูแลรักษาสุขภาพ ให้แข็งแรง


ลดรับประทานของหวานให้น้อยลง


ลดรับประทานของหวานให้น้อยลง

                ขนมหวาน น้ำอัดลม ลูกอม เหล่านี้เป็นต้น ของหวานเหล่านี้มีน้ำตาลมาก เราใช้น้ำตาลทรายขาวที่ผลิตในทางอุตสาหกรรมที่ต้องใช้สารเคมีในการฟอกขาว สารเคมีจะเข้าสู่ร่างกายเรามากขึ้น ในขณะที่น้ำตาลให้ความหวานหรือกลูโคสชนิดออกฤทธิ์เร็ว ร่างกายจะรู้สึกสดชื่นโดยเร็วเมื่อกินน้ำตาลเจ้าไป แต่จะรู้สึกอ่อนเพลียตามมาได้ในระยะต่อไป ตับอ่อนต้องทำงานมากขึ้นเมื่อมีน้ำตาลในร่างกายมาก เพราะตับอ่อนจะต้องหลั่งอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อยู่เสมอ เมื่อใช้งานหนักเกินไปตับอ่อนจะอ่อนแอ ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเกิดเป็นโรคเบาหวานให้เราเห็น

                ถ้าเราไม่แก้ไขที่ต้นเหตุ แต่ใช้ยาในการควบคุมน้ำตาลอย่างเดียว และยังคงกินน้ำตาลต่อไป โรคจะไม่หายและตับอ่อนจะยิ่งเสียการทำงานไปมากขึ้น ต่อไปก็จะเกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

                เราจึงควรลดน้ำตาลด้วยการไม่กินเข้าไปให้มาก แทนที่จะให้ยาไปลดน้ำตาลภายในร่างกาย เพราะฉะนั้นต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม นั่นคือแนวทางธรรมชาติบำบัด

วิธีการสร้างสุขภาพร่างกาย

วิธีการสร้างสุขภาพร่างกาย

                ร่างกายเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้และดูแลรักษาได้อย่างง่านดาย จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ดูว่าจะทำได้ง่ายที่สุด ผิดกับการดูแลทางด้านจิตใจหรือจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ยากจึงแก้ไขได้ยากกว่า ส่วนปัจจัยทางด้านสังคมสิ่งแวดล้อมนั้นดูเหมือนจะอยู่ไกลตัวออกไป แต่จริงๆ แล้วมีผลต่อสุขภาพของเรามากเหมือนกัน อย่างไรก็ตามเราจะต้องดูแลให้ครบทั้ง 4 ด้านอย่างเป็นองค์รวมอยู่ดี
                การสร้างสุขภาพทางร่างกายนั้นมีหลากหลายวิธีเช่นกัน ในคราวนี้ผมจะคัดเลือกวิธีสำคัญๆ ที่ใช้กันมานานและเป็นวิธีหลักๆ ที่เราควรพิจารณาเป็นพิเศษมาให้พวกเราปฏิบัตินะครับ

เลือกทานอาหารสดใหม่เสมอ

เลือกทานอาหารสดใหม่เสมอ

                อาหารมีคุณค่ามากที่สุดก็ตอนที่มันยังสดอยู่ เรียกว่าเป็นอาหารที่มีชีวิต คนและพืชผักล้วนมีพลังชีวิตอยู่ในตัวเองทั้งนั้น เรากินผักสดเราจะได้พลังชีวิตของผักมาเพิ่มพลังชีวิตของเรา แต่ถ้าเรากินผักที่เก่าหรืออาหารที่ทิ้งค้างมานานแล้วพลังชีวิตจะลดน้อยลงตามเวลา และในที่สุดก็หมดไป เราจะไม่ได้พลังชีวิตจากอาหาร คงได้เพียงสารอาหารที่มีคุณค่าน้อยลงเรื่อยๆ ตามการเวลาเช่นกัน
                ดังนั้นเราจึงควรกินอาหารสดใหม่ ถ้าเป็นอาหารปรุงสุกก็ต้องรีบกินทันทีหลังการปรุงเสร็จ จะได้สารอาหารมากกว่ารอไปกินอีกวันรุ่งขึ้น ซึ่งสารอาหารจะสลายคุณค่าลงไป และขณะเดียวกันจะเกิดสารพิษเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ อาหารค้างคืนจึงไม่ควรกินเลย เพราะอาจได้รับสารพิษมากกว่าประโยชน์จากอาหาร
                อาหารกล่องก็เช่นเดียวกัน ถือเป็นอาหารที่ตายแล้ว ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรกินอาหารกล่องที่แพ็คขายกันตามห้างสรรพสนค้าทั่วไป อาหารกล่องถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับสังคมที่เร่งรีบ ซึ่งเป็นสังคมที่ไม่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีเราต้องทำชีวิตของเราไม่ให้เร่งรีบจนเกินไป เราจะได้ไม่ต้องกินอาหารกล่องแบบนั้น
  ที่มา : http://healthycareyou.blogspot.com/2012/09/blog-post_27.html#more






วิธีล้างมือถูกสุขลักษณะ


การล้างมือ

โรคหลายโรคติดต่อโดยมีมือเป็นตัวนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย การล้างมือเป็นวิธีการป้องกันโรคติดเชื้อทั้งทางเดินหายใจและการสัมผัส โรคที่ติดต่อและทำให้เสียชีวิตคือ ไข้หวัดมรณะหรือ SARS ไข้หวัดนก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องล้างมืออย่างถูกวิธี
หากเราไม่ล้างมือจะเกิดอะไรขึ้น
ท่านอาจจะนำเชื้อที่ติดมือท่านเข้าสู่ร่างกายทาง
  • ทางตา
  • ทางจมูก
  • ทางปาก
โรคที่ติดต่อที่สำคัญและพบบ่อยโดยมีมือเป็นพาหะนำโรคได้แก่ไข้หวัดใหญ่ นอกจากนั้นยังอาจจะนำเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบเอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ท้องร่วง

จะล้างมือเมื่อไร
  • หลังการจามหรือไอ หรือไปสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
  • ก่อนและหลังอาหาร
  • ก่อนและหลังการเข้าห้องน้ำ
  • ก่อนและหลังการสูบบุหรี่
  • ก่อนและหลังการเตรียมอาหาร
  • ก่อนและหลังการทำงาน
  • เมื่อกลับจากทำงาน
ล้างด้วยอะไร
  • สบู่ หรือสบู่เหลว สบู่ก้อนเหมาะสำหรับใช้เป็นการส่วนตัวในบ้าน แต่ในที่สาธารณะควรจะเป็นสบู่เหลว
  • หากไม่มีสบู่อาจจะใช้แอลกอฮอล์ หรือไม่แน่ใจในความสะอาดของน้ำ หรือต้องการฆ่าเชื้ออาจจะใช้ยาฆ่าเชื้อซึ่งส่วนใหญ่มีแอลกอฮอลล์เหลวเป็นส่วนผสม
  • ล้างด้วยนำเปล่าให้น้ำไหลผ่านมือ
วิธีการล้างมือด้วยแอลกอฮอล์
  • หากว่าไม่มีน้ำสำหรับล้างมือ
  • หรือไม่แน่ใจในความสะอาดของน้ำ
  • เราสามารถใช้แอลกอฮอล์ช่วยทำความสะอาดของมือ
  • ก่อนอื่นต้องล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า
  • เช็ดมือให้แห้งด้วยผ้า หากไม่แห้ง น้ำจะเจือจางแอลกอฮอล์ทำให้ออกฤทธิ์ไม่ดี
  • เมื่อมือแห้งแล้วจึงใช้แอลกอฮอล์ลูบทั้งฝ่ามือ หล้งมือ ซอกนิ้ว ปลายนิ้ว
ใช้แอลกอออล์กับมือเด็กได้หรือไม่
  • สามารถใช้กับมือเด็กได้อย่าปลอดภัย คอยระวังอย่าให้เด็กรับประทาน
ข้อควรระวังเกี่ยวกับการล้างมือ
  • ผ้าเช็ดมือควรจะใช้สำหรับคนแต่ละคน ไม่ควรใช้ร่วมกัน
  • ให้ใช้ผ้าหรือกระดาษที่ใช้ครั้งเดียว
  • ไม่ต้องใช้ฟองน้ำ หรือผ้าในการล้างมือ เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจจะมีเชื้อโรคอยู่
ข้อแนะนำสำหรับการล้างมือในเด็ก
  • ฝึกเด็กให้เป็นนิสัยโดยให้ล้างมือ ก่อนรับประทานอาหาร หลังจากเข้าห้องน้ำ หลังจากเล่น หลังจากสัมผัสสัตว์เลี้ยง หลังจากไอหรือจาม
  • ต้องสอนให้เด็กเห็นวิธีการล้างมืออย่างถูกต้อง
วิธีการล้าง

ที่มา :  http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/sars/hand.htm#.URDV_B3PTzw



วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วัดอนาลโยทิพยาราม


ชมวัดอนาลโยทิพยาราม วัดงามเมืองพะเยาบนดอยบุษราคัม

                                                
เมื่อนึกถึงจังหวัดพะเยาผมคิดว่าหลายคนคงไม่ค่อยได้มาเที่ยวที่จังหวัดพะเยาซะเท่าไหร่ ส่วนมากจะเป็นทางผ่านไปเชียงรายซะมากกว่า พะเยาเป็นจังหวัดเงียบๆที่น่าอยู่ น่าไปเที่ยวอีกจังหวัดนึงเลย พูดแบบนี้คงพอจะเดาได้แล้วใช่ไหมครับว่าวันนี้ผมจะพาไปเที่ยวที่ไหน จะพาไปเที่ยว วัดอนาลโยทิพยาราม หรือเรียกสั้นๆว่า วัดอนาลโย
                                               
วัดอนาลโยเป็นวัดที่อยู่บน ดอยบุษราคัม จังหวัดพะเยา การเดินทางก็สามารถขับรถเก๋งหรือมอเตอร์ไซด์ไปได้ครับ ถนนดี ทางขึ้นไม่ชัน ผมเองก็ไปด้วยเจ้า Vios วิ่งจากเชียงรายลงมา แต่จำทางไม่ค่อยได้เนื่องจากน้าคอยบอกทางให้
เมื่อถึงวัดจะมีลานให้จอดรถ จอดเสร็จมีเด็กหนุ่มมาเก็บเงินค่าจอดรถ 20 บาท ดูแล้วก็งงๆ จะว่าเจ้าหน้าที่ก็ไม่ใช่ ดูยังเด็กอยู่ แต่ถ้าเงินค่าจอดรถเป็นรายได้เข้าวัดผมก็ยินดีครับ แต่ถ้าจะเข้ากระเป๋าใครคนใดคนหนึ่งก็เสียดายเงิน ก็ว่าไปเรื่อยละครับถึงบ่นก็จ่าย
            
มาถึงทางขึ้นวัดกันจะเป็นบันไดยาวหลายขั้นเลย ถ้าให้เปรียบเทียบกับวัดพระธาตุดอยสุเทพผมว่าวัดอนาลโยหลายขั้นมากกว่า จริงๆแล้วมีทางขึ้นสำหรับรถยนต์ด้วย แต่ค่อนข้างชัน ถ้ามีคนสูงอายุมาด้วยก็นั่งรถสองแถวขึ้นมาข้างบนวัด
พอเดินขึ้นบันไดมาเรื่อยๆจะเห็นวิวด้านล่างสวย ลองสังเกตุดูรูปปั้น พระพุทธรูปที่นี่จะเป็นแนวศิลปะสุโขทัยดูแล้วคล้ายๆวัดเก่า แต่จากการศึกษาประวัติของวัด วัดเริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี 2525 ก็มีอายุ 27 ปีได้
 
เมื่อขึ้นถึงตัววัดก็เหนื่อยใช้ได้เลย เห็นเค้ามุงอะไรกันเลยเข้ามาดูซักหน่อย วงที่เห็นในรูปจะแบ่งเป็นปีเกิด เค้าบอกว่าให้อธิษฐานแล้วเอาเหรียญมาตั้งในปีที่ตัวเองเกิด ถ้าตั้งได้จะมีความเชื่อว่าคำอธิษฐานนั้นจะเป็นจริง แนะนำว่าเหรียญใหญ่ตั้งง่ายกว่าเหรียญเล็ก
เล่าถึงประวัติของวัดอนาลโยไว้ประดับความรู้ซักเล็กน้อย
วัดอนาลโย ดอยบุษราคัม ตั้งอยู่ที่ ม.สันป่าบง ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา มีพื้นที่ทั้งหมด 2500 ไร่ ได้เริ่มก่อสร้างโดย พระอาจารย์ไพบูลย์ สุมังคโล ขณะท่านอยู่วัดรัตนวนาราม ท่านเห็นแสงของทรายทองอยู่อีกฟากหนึ่งของกว๊านพะเยาซึ่งเป็นดอยบุษราคัมนั่นเอง หลังจากนั้นก็ได้สร้างเป็นที่พักปฏิบัติธรรม และสร้างสิ่งต่างเพิ่มขึ้นมา
แต่ต่อมาก็มีปัญหาสำคัญคือการขาดแคลนน้ำ ต่อมาท่านพระอาจารย์ไพบูลย์ได้รับอาราธนานิมนต์ไปเจริญพระพุทธมนต์ ณ พระบรมมหาราชวัง ในหลวงท่านได้ให้กรมชลประทานเข้าช่วยเหลือ กรมชลประทานได้สร้างอ่างเก็บน้ำแม่ต๋อมและอ่างเก็บน้ำห้วยทับช้าง เผื่อไว้ใช้ในสำนักสงฆ์และให้ชาวบ้านในระแวกนั้นได้ใช้ ซึ่งนับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมเป็นที่สุด
ในวันที่ 20 มกราคม 2530 กระทรวงศึกษาธิดารและมหาเถรสมาคมได้อนาญาตให้เป็นวัดโดยสมบูรณ์
เมื่อขึ้นมาถึงวัดแล้วไม่จบแค่นั้นนะครับวัดมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ผมจะพาไปชมภายในวัด
                                         
                                                                     รูปปั้นน้ำพุเล็กๆ
                                                 
                                                               พระพุทธรูปปางนาคปรก
                                                 
                                                              พระพุทธรูปขนาดใหญ่
                                           
                                            
                                                                  เข้าไปข้างในศาลากัน
                                            
เมื่อมองออกมาจากระเบียงศาลาข้างบนจะเห็นวิวสวยๆแบบนี้ ที่เห็นลิบๆสุดสายตานั่นคือ กว๊านพะเยาครับ เสียดายช่วงนี้แล้งไปหน่อยเลยไม่เห็นนาเป็นสีเขียว ตรงนี้วิวสวยและลมเย็นมากเลย เดินมาเหนื่อยๆอย่าลืมมารับลม ชมวิวตรงนี้
                                                   ออกจากศาลาไปเข้าชมหอพระแก้วมรกตจำลอง
                                            
                                                     พระแก้วมรกตจำลองในกระจกทำด้วยทองคำ
                        
หลังจากเราเดินจนทั่วทั่งวัด ได้เห็นถึงความสวยงามของวัดและวิวเมืองพะเยา วันนี้ต้องเปลี่ยนความคิด จังหวัดพะเยาก็มีของดีอยู่หลายอย่าง ไม่ใช่แต่ทางผ่านไปเที่ยวเชียงรายอีกต่อไปแล้ว ทริปหน้าถ้าเป็นไปได้ผมตั้งใจว่าอยากไปภูลังกาที่พะเยาจัง ชักหลงรักพะเยาแล้ว 
การเดินทางทางโดยรถยนต์ส่วนตัว
  • ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 มุ่งหน้าไปทางแม่สาย-เชียงราย เลยจากตัวเมืองพะเยา(กว๊านพะเยา)ไปประมาณ 20 เมตร เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1127-1193 อีก 9 กิโลเมตร
ที่มา : http://www.folktravel.com/archive/wat-ananlayo-09.html